Kritchaphon's profile...TuM...As good as it g...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 02

    เพื่อความเข้าใจในตัวเรา(สำหรับคนที่อยากรู้)

    เพื่อความเข้าใจในตัวเรา(สำหรับคนที่อยากรู้)

            วันนี้จะเป็นการเขียน blog ระบายอารมณ์นะ คงไม่ได้แทรกสาระอะไรไว้ ถ้าคนที่จะมาอ่านอย่าหวังมากละกัน

    อย่างแรกคนที่มาอ่าน blog นี้ แล้วรู้จักเราพอสมควร คงรู้เรื่องราวความรักของเราบ้างไม่มากก็น้อย

    เรื่องแรกที่เราต้องทำความเข้าใจก่อน ก็คือ ใครที่คิดว่าเราจีบคนๆนึงมานาน 8 ปีแล้วเนี่ย แล้วถามเราว่าทำไมถึงทนได้นานขนาดนี้ เราจะตอบให้ละกันนะ

     

    จริงๆ เราไม่ได้จีบมา 8 ปี เวลา 8 ปี เป็นเวลาที่เราเริ่มรู้จักเค้าจนมาถึงปัจจุบันต่างหาก แล้วไม่ใช่ว่าเราจะชอบเลย มันอาศัยเวลาที่ต้องดูให้แน่ใจ  และคิดว่าชอบจริงๆ

     

    เราเริ่มที่คิดจะทำไรจริงๆก็ตอนประมาณ ม.6 เทอมปลาย(ประมาณ 5 ปีที่แล้ว) จะเรียกว่าทำไรจริงๆที่เรียกว่าจีบมั้ย ก็คงไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เราทำมันก็แค่การเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง เพราะคิดว่าถ้าไม่เปิดเผยตอนนั้น คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว แต่การเปิดเผยครั้งนั้น เราโดนปฏิเสธและเราเพิ่งมารู้ตอนหลังว่า มันกลายเป็นสิ่งที่เป็นคะแนนติดลบมากพอสมควรกับตัวเรา

     

    หลังจากนั้นพอเข้ามหาวิทยาลัย ก็ดันมาอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เพียงแต่ละคนละคณะเท่านั้น สิ่งที่เราคิดตอนนั้นก็คงเป็นเพียงว่า เอาวะ เป็นเพื่อนที่สนิทก็ยังดี แล้วจะทำยังไงล่ะ

     

    เค้ามีเพื่อนผู้หญิงที่สนิทอยู่คนนึงแล้วเราก็เอาแต่ไปปรึกษาเพื่อนสนิทเค้า แล้วก็ให้เพื่อนสนิทเค้าช่วยเราหลายอย่าง ช่วยนัดเจอ ช่วยหาคำตอบให้เรา เรื่องนู้นที เรื่องนี้ที โดยที่จริงๆแล้วเราคุยกับเค้าน้อยมากๆ เรียกได้ว่าคุยเดือนละครั้งหรือนานกว่านั้น เนื่องด้วยเรากลัว กลัวการที่เราไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับเค้ามาก โทรหาเค้ามาก จะเป็นการทำให้เค้ารำคาญ เพราะว่าเค้าไม่ได้มีความรู้สึกตรงกับเรา 

     

    แล้วก็เป็นแบบนี้เหมือนเดิมไปเรื่อยๆ จนปี 2 เพื่อนสนิทของเค้าได้ไปอยู่มหาลัยอื่น เมื่อนั้น เราก็หมดที่พึ่ง(ว่ากันง่ายๆ) ทุกสิ่งทุกอย่างต่อจากนี้ ถ้าเราจะสานต่อ จะไม่มีใครช่วยเราอีกแล้ว แต่เราก็ยังเป็นเหมือนเดิม กลัวๆกล้าๆ ไม่กล้าทำนู่นให้ทำนี่ให้ ไปกล้าโทรไปคุยมาก ก็ถี่กว่าเดิมนิดหน่อย ประมาณเดือนละ 2 ครั้ง

     

    เป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งฝึกงานปี 3 เป็นช่วงที่เราสนิทกับเค้ามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตอนนั้นเค้ามีปัญหากับเพื่อนสนิทเค้า(ที่ย้ายไปอยู่ที่อื่นน่ะ) เราอาจจะเป็นหนึ่งในไปไม่กี่คนที่เค้าจะพูดเรื่องนี้ได้ เลยทำให้สนิทกันมากขึ้น เราโทรหาบ่อยขึ้นมาก เรียกว่า อาทิตย์ละครั้งหรือ 2 ครั้ง แต่คำพูดนึงที่เค้ายังยืนยันกับเราก็คือ ยังเป็นเพื่อนนะ

     

    เรียกว่าเราเริ่มจีบเค้าจริงๆ ก็ตอนปี 3 ตอนฝึกงานนี่ดีกว่า รวมเวลาถึงตอนนี้ ก็ 2 กว่าๆเอง

    นี่คงจบในสิ่งที่ทุกคนกำลังเข้าใจผิดอยู่ และคงมีหลายคนคงคิดในใจว่า สมควรแล้วที่ทุกวันนี้ยังเป็นได้แค่นี้(แม้แต่เราก็ยังคิดเลย) อ้อ ที่เราเล่ามาเนี่ย มันหยาบมากๆ เอาพอเป็นประเด็นให้เข้าใจตรงกันพอ

     

       ตรงส่วนที่บอกว่าจะมาระบายอารมณ์ คงมีคนได้มาอ่านมันบ้างแล้ว แต่ถือว่ามันหมดอายุความไปแล้วละกันนะ 

     

    …TuM…As good as it gets

    Comments (8)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    Picture of Anonymous
    joopIE wrote:
    ชอบก็ชอบดิวะ เค้าไม่ชอบเราแล้วไงอ่ะ เลิกคบ? มองหน้ากันไม่ติด? ติงต๊องน่า ก็มีความสุขที่ได้ชอบเค้าต่อไปดิวะ โลกไม่ได้หยุดหมุนวันที่เธอบอกว่า"เป็นเพื่อนกันนะ"นะเว้ย
    May 31
    สู้ๆ ต่อไปพี่ตั้ม... เกิดมาชาตินี้ทั้งที รักคนๆเดียว จีบคนๆเดียวให้แม่งรู้กันไป ว่าใครจะทนได้มากกว่ากัน...
    May 4
    Pan Phatanawrote:
    อ้าว มาไม่ทัน...หมดอายุความไปแล้ว
    May 3
    Samrerngwrote:
    ซุนป๊อป (ญาติฝ่ายไหนของซุนวูไม่รู้) เคยกล่าวไว้ว่า การศึกสงครามรักประกอบไปด้วย
     
    "สิ่งที่ควรทำ" และ "สิ่งที่ไม่ควรทำ"
     
    อันความเห็นของข้า เห็นว่าท่านทำผิดหลักพิชัยสงคราม(รัก) อยู่ไม่น้อยทีเดียว
     
    การศึกไม่ควรเร่งวร้อน มิเช่นนั้นจะเสียการใหญ่
     
    ขอให้นายท่านจงคิดไตร่ตรอง
     
     
     
     
    Apr. 6
    AuDe CaMeLwrote:
    เหอะๆ คนเรามันเป็นไปตามธรรมชาติแหละตั้ม ทำอะไรก็ทำไปเถอะ หากทำแล้ว ตัวเองไม่เดือดร้อน และ ผู้อื่นๆ ไม่เดือนร้อนด้วย มั่นใจในสิ่งที่ทำ เพราะ เราได้ทำลงไปแล้ว จะแก้ไขอะไรไม่ได้
     
    ดังนั้น คิดให้ดีๆ ก่อนที่จะทำว่าผลที่ตามมา เป็นอย่าง ไร ช่างน้ำหนัก ดูให้ดีๆแล้วกัน
     
    แต่ในบางครั้ง การปล่อยให้อารมณ์มันพาไปก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีเหมือนกัน เพราะ หากคิดมากก็ปวดหัว
     
    ดังนั้น เต็มใจที่จะทำ และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แล้วกัน
    Apr. 4
    ที่จำเป็นต้องถามตัวเองอีก 2-3 อย่าง ก็คือ
     
    1. ถามตัวเองว่า  ความรู้สึก  ต่อใครสักคนนึงนั้น  จะรักษาไว้ได้ด้วย  ความเชื่อใจ  หรือเปล่า
    (เท่าที่อ่าน  กฤชยังไม่เชื่อใจ ไม่ไว้วางใจในความรู้ของเขาคนนั้นที่มีให้ 
    งั้นขอบอก  เท่าที่เรา"เคย" รู้จักเขาคนนั้นมามาก  ว่า 
    เขาคนนั้นถ้าให้ความรู้สึกอย่างหนึ่งกับใครแล้ว  จะไม่มีวันเปลี่ยนไปง่ายๆ
    เพราะฉะนั้น  เขาจึงให้ความสำคัญกับการ "ให้ความหมายของความรู้สึก" กับใครมาก
    รวมถึง "ให้ความรู้สึก" (เช่น ความเป็นเพื่อน  ความรัก ฯลฯ) ยากตามไปด้วย)
     
    2. ถ้าได้คำตอบในข้อ 1 ลองถามตัวเองต่อว่า  ความพอดี  ของทั้ง 2 คนอยู่ตรงไหน
    ไม่ว่าในฐานะเพื่อน หรือคนรัก  ต้องมี gap ที่เหมาะสมทั้งนั้น
    และ gap ที่ว่าจะไม่มีใครให้คำตอบได้นอกจากคน 2 คน (คิดว่ากฤชน่าจะต้องคุยกับเขาคนนั้นเรืองนี้นะ)
     
    3. ถ้าอยากได้คำแนะนำในการมองโลกหรือความรักมากกว่านี้  เรามีข้อแนะนำที่ออกจะหมอๆ ไปหน่อย
    คือ ให้ลองคุยกับอาจารย์จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาดู
    ย้ำให้เข้าใจ  ว่าคนที่ไปคุยไม่จำเป็นต้องป่วย  เราเองก็เคยคุย  คุยแล้วสบายใจและได้แง่คิดดีมาก
    จริงๆ อยากให้มาคุยกับอาจารย์เรานะ  น่ารักและใจดีมากๆ (สวยด้วย  อาจเคลิ้มได้โดยง่าย)
    อ่อ  ปี 5 เทอม 1 นี่เราจะได้เรียนจิตเวชด้วย  ถ้ามีโอกาสคงจะได้คุยให้ฟัง
     
    โชคดี
     
    ป.ล. เขียนซะยาวแล้ว คงไม่ได้โทรไปคุยแล้วล่ะ  เหลืองานที่ต้องทำอีกเพียบเลย
    โต้ตอบกันได้ทางอีเมลและโทรศัพท์นะ
     
    Apr. 3
    สำหรับ "เขาคนนั้น" ของกฤช..ไม่มีอะไรได้มาง่ายดายนักหรอก  จริงไหม
    แม้แต่ตัวเราเอง  ถ้ายังจำกันได้  ก็ไม่ได้ "มิตรภาพ" ระหว่างเรากับเขาคนนั้น มาง่ายนัก
     
    การจะได้อะไรมาง่ายๆ นั้น ก็คงมี
    การได้อะไรมายาก  ย่อมทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่า...สูงค่า
     
    แต่คำตอบของเรื่องนี้  คือ  การได้มาหรือเปล่า
     
    ไม่ว่าจะเป็นการได้มาในแง่ความรู้สึกที่เป็นนามธรรม  หรือการปฏิบัติออกมาที่เป็นรูปธรรม
     
    รักเขามั้ย  คำตอบ คือ รัก
    และเราดีใจ  ที่มีใครสักคนที่ "รัก" เพื่อนคนนั้น  ดูแลเพื่อนคนนั้นได้ดีกว่าเรา  .. เราที่ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนั้นแล้ว
     
    และคำตอบของรัก  ใช่การครอบครองหรือเปล่า  ถามตัวเองให้ดี
    เพราะเราเชื่อว่าความรักของกฤชกับของเรา  เป็นแบบเดียวกัน  คือ ไม่ครอบครอง
     
    ถ้าสาระสำคัญของความรู้สึกกฤช คือ ความรัก  และความหมายของรักในแบบของกฤช คือ การให้
    ฟังดู Ideal แต่เราเชื่อว่ามีอยู่จริง ทำได้จริง และกฤชก็ได้ทำมันมาโดยตลอดแล้ว
     
    ปัญหาตอนนี้  คือ เรื่องของความคาดหวัง เรียกร้อง และไม่รู้จักพอ หรือเปล่า
    มีอาจารย์หมอท่านหนึ่ง  บอกว่า
    "รวยคือพอ  พอคือรวย"
     
    เช่นเดียวกันกับกรณีนี้
    ถ้ากฤชคือว่าสิ่งที่เขาคนนั้นให้มาเพียงพอ .... มันคงจะอิ่มเอม  มีความสุขในใจ
    และถ้ากฤชเพียงพอกับสิ่งที่ตัวเองรู้สึกตอนนี้  ..... เท่ากับว่ากฤชก็ได้เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดแล้วของเขาไง
     
    พี่หมออีกคนเคยสอน
    ...ความสุขย่อมไม่เกิดจากการเปรียบเทียบ...คิดว่าจะได้ใช้ในกรณีนี้ไหม  ลองดูละกัน
     
    ไว้จะโทรไปคุยนะ  ของกฤชไม่รู้วันไหนแน่
    ส่วนของเขาคนนั้น  เราคงโทรหาวันนี้ล่ะ
     
     
    เพื่อนที่ถูกพาดพิง
    ป.ล. ตกลงเรกับเขาคนนั้นนี่..มีปัญหากันหรอกหรือ  ปัญหาอะไรเล่าให้ฟังบ้างดิ๊
    เราว่ามันเป็นเพราะเราคนเดียวมากกว่านะ
     
     
    Apr. 3
    Picture of Anonymous
    ^gumz^ wrote:
    โอ๊ย.. ชั้นอ่านแล้วเหนื่อยแทน -______-''
     
    อย่าให้คนคนนึงมามีอิทธิพลต่อชีวิตแกมากจนเกินไปนัก
    เค้าไม่ดีใจหรอกนะ ..เราว่าเผลอๆ เค้าจะอึดอัดเอาซะด้วยซ้ำ
     
    ที่ผ่านมา ..แกทำดีที่สุดในแบบของแกแล้ว ไม่ต้องคิดว่าสายหรือไม่สาย
    แกเป็นคนแบบนี้ ..แกก็ทำแบบนี้ เค้าจะชอบแบบที่แกเป็นรึเปล่า มันก็เรื่องของเค้า
    ส่วนเรื่องเสียเวลา ..เรารุว่าแกไม่คิดอะไรอย่างงี้แน่นอน ..ซึ่งมันก็ดีอยู่แล้ว
     
    เพราะที่ผ่านมา ..แกมีความสุข
    (ถึงจะปนความน้อยใจบ้างก็ตาม)
     
    ปล่อยมันไป
    คนเราถ้ามันจะใช่ ..มันก็คงไม่ต้องใช้ความพยายามกันมากมายนักหรอกนะ ..เราว่าอย่างงั้น
     
    ^
    นี่เป็นการ comment blog ที่ยาวที่สุดในโลกของเรา
    อยากคุยต่อ เชิญหลังไมค์ละกันนะคุณ
     
    เป็นห่วงเป็นใย
    Apr. 3

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://krit-tum.spaces.live.com/blog/cns!121E4F14BF27B29C!169.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None