Kritchaphon 的个人资料...TuM...As good as it g...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
...TuM...As good as it gets10月29日 วันเกิด ครบ 25 ปี (เบญจเพส)ไม่มีอะไรมากสำหรับ blog วันนี้ แค่อยากมาโพสต์ไว้ในวันเกิดของตัวเองเท่านั้นเอง
ปีนี้ต่างจากทุกปี เพราะ 1 ปีมานี้ เราผ่านอะไรมาเยอะเหลือเกิน เยอะเกินกว่าจะเล่าหมดในค่ำคืนนี้
แต่สิ่งที่เหมือนเดิมทุกปี(ในช่วง 3 ปีนี้) ก็คือ ช่วงวันเกิดเรา มักมีเรื่องที่ทำให้เราต้องเสียใจเสมอ
ปีนี้ก็เป็นอีกปีนึงที่เราก็รนหาที่ไปรับเอาสิ่งที่ทำร้ายจิตใจตัวเองมาจนได้
...จะเป็นอย่างงี้อีกนานมั้ย เราจะแข็งแรงขึ้นเมื่อไหร่....เป็นคำถามที่ต้องถามตัวเองอยู่ทุกวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันนี้
วันเกิด มันก็อาจจะเป็นแค่เป็นวันๆนึงที่ไม่ได้สำคัญอะไร
แต่สำหรับเราไม่ใช่ แล้วปีนี้ยิ่งไม่ใช่..... ปีนี้ วันเกิดของเรามีความหมายกับเรามากๆ แต่สุดท้ายก็มันก็จบลงเหมือนเดิม
" มันเป็นเรื่องของความรู้สึก" เราเข้าใจและพยายามยอมรับสิ่งเหล่านี้อยู่
ขอบคุณทุกคนที่อวยพรให้เราในวันนี้
ขอบคุณทุกคนที่ให้ความสำคัญกับเรา
ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต ที่น่าจะทำให้เราโตขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น
สิ่งที่เราอยากได้ที่สุดในวันเกิดไม่ใช่ของขวัญหรือสิ่งของราคาแพง...แค่อยากได้ความรู้สึกว่าเรามีค่าและสำคัญ กับ คนที่เรารัก ก็คงแค่นั้นละมั้ง...
...TuM...As good as it gets... 5月20日 นักวิ่ง
บางทีถ้าเปรียบเทียบเรื่องความรัก ในมุมของคนที่ไม่เคยประสบความสำเร็จด้านนี้เลย สำหรับเรา คงนึกถึงการวิ่งละมั้ง แต่เป็นการวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่ยาวขึ้นได้เรื่อยๆ เหมือนสร้างขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา มันขึ้นอยู่กับว่า เราจะวิ่งได้เร็วแค่ไหน ถ้าเราวิ่งได้เร็วมากพอ เราก็อาจจะเห็นปลายทางมันและอาจจะถึงปลายทางและเดินไปพร้อมถนนที่สร้างขึ้นได้ในที่สุด
แต่บนเส้นทางการวิ่งของคนๆนึง โดยเฉพาะเส้นทางที่เกี่ยวกับความรัก แต่ละคนแตกต่างกัน ตามความแตกต่างของคน บางคนวิ่งเร็วตั้งแต่เริ่ม ประกอบกับถนนของเค้าสร้างช้าด้วย เค้าก็จะถึงจุดหมายได้เร็ว เค้าจะสมหวังได้เร็ว สำหรับบางคนที่มีความอดทนน้อย และวิ่งไม่เร็วเท่าไหร่ ก็อาจจะหยุด ล้มเลิกกลางทาง และหาเส้นทางเดินที่ดีกว่า ที่เค้าสามารถวิ่งตามได้ง่ายกว่า และเค้าก็อาจจะสมหวังในกับอีกเส้นทางใดเส้นทางนึงก็ได้ บางคนก็ค่อยๆวิ่ง ค่อยๆเพิ่มความเร็ว อาจจะนานหน่อย แต่เค้าก็สมหวังในที่สุด และมีอีกหลายแบบซึ่งยกมาไม่หมด
แต่ทั้งหมดที่พูดถึงนี่ ล้วนแล้วแต่เป็นการเปรียบเทียบเมื่อเราวิ่งอยู่คนเดียว ไม่มีคู่แข่ง ซึ่งถ้ามีคู่แข่ง หรืออุปสรรคอื่นๆอีก แน่นอน เส้นทางไม่ได้เรียบ และวิ่งง่ายอย่างที่คิด
สำหรับเรา ถ้าเทียบเป็นตัวเอง เราก็คงเป็นประเภทที่ แรกๆ ก็คิดว่าเดินๆไปเรื่อยๆละกัน ไม่ต้องวิ่ง ซักวันก็คงถึง แต่พอเดินมาเรื่อยๆ ประสบการณ์จากข้างทาง ได้สอนให้คนเดินช้าๆอย่างเราได้มองเห็นว่า เราควรจะวิ่งได้แล้ว ถ้าไม่เริ่มวิ่ง จะไม่มีทางเจอปลายทางเด็ดขาด
พอเริ่มวิ่ง ก็สังเกตว่า นี่เราปล่อยให้เค้าสร้างทางไปไกลมากแล้ว เมื่อไหร่จะวิ่งถึงล่ะ แต่ถึงยังไง เราก็คิดว่า ซักวันนึงเราคงจะไปถึงมัน แต่มันจะเป็นอย่างที่เราคิดหรอ ไม่หรอกมั้ง เพราะเราไม่ได้วิ่งอยู่คนเดียว เรามีคนมาวิ่งแล้วมีจุดหมายเดียวกับเรา ถึงแม้ว่าเค้าจะเริ่มวิ่งทีหลังเรา แต่เค้าก็แซงเราไปได้ในที่สุด และเมื่อมีคนมาแซงเรา ซึ่งต้องการสิ่งเดียวกับเรา เราจะทำยังไง เราคงจะวิ่งตาม พยายามจะแซงคนนั้น แต่พอพยายามมากเข้า ก็จะเริ่มเหนื่อย พอเหนื่อยก็พัก พอพัก ก็ได้คิด คิดเพื่อเพิ่มกำลังใจให้ตัวเอง บอกกับตัวเองเสมอว่า “ไม่ต้องไปสนหรอก ว่าใครจะวิ่งแข่งกับเรา วิ่งแซงเราอยู่ สนแต่ว่าตอนนี้ก็วิ่งเต็มที่ที่สุดก็แล้วกัน ซักวันคงรู้ผลเอง” แต่จะคิดอย่างงั้นได้นานเท่าไหร่ เพราะเราไม่ได้หลับตาวิ่งนิ เราเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น บางครั้งการให้กำลังใจตัวเองก็อาจจะเป็นเหมือนการหลอกตัวเองไป ถึงวันนี้ สิ่งที่เราทำอยู่คือวิ่งเต็มที่ สิ่งที่เราเห็นอยู่ คือ เราไม่มีทางวิ่งแซงคนนั้นได้ มันเพิ่มความเหนื่อยให้กับเราอย่างมากมาย แล้วสิ่งที่เราควรทำ คืออะไร วิ่งต่อไปจนถึงปลายทาง หรือหยุดวิ่งซะ หรือหาเส้นทางใหม่ที่จะวิ่ง เราคงตอบตัวเองไม่ชัดเจน หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ แต่ก็ช่างมัน ให้มันเป็นไป อีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เราจะถึงปลายทาง อีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เราจะเห็นคนนั้น คนที่วิ่งแซงเรา ไปถึงปลายทาง แล้วถ้าเรารู้ผลที่ปลายทางนั้นแล้วล่ะ ปลายทางที่เราแทบไม่มีโอกาสจะไปถึงเลย
เราจะทนกับความคิด ความรู้สึกของตัวเองแบบนี้ได้นานแค่ไหน เราจะวิ่งได้อีกนานแค่ไหน
ป.ล. เฮ้อ มาระบาย แล้วทำไมดูเหมือนมีแต่เรื่องแย่ๆ เนอะ อ่านเองยังอ่านไม่รู้เรื่องเลย ช่างเหอะ ถือว่ามาบ่นๆละกัน ไม่อยากเรียบเรียงมากละ 4月2日 เพื่อความเข้าใจในตัวเรา(สำหรับคนที่อยากรู้)เพื่อความเข้าใจในตัวเรา(สำหรับคนที่อยากรู้) วันนี้จะเป็นการเขียน blog ระบายอารมณ์นะ คงไม่ได้แทรกสาระอะไรไว้ ถ้าคนที่จะมาอ่านอย่าหวังมากละกัน อย่างแรกคนที่มาอ่าน blog นี้ แล้วรู้จักเราพอสมควร คงรู้เรื่องราวความรักของเราบ้างไม่มากก็น้อย เรื่องแรกที่เราต้องทำความเข้าใจก่อน ก็คือ ใครที่คิดว่าเราจีบคนๆนึงมานาน 8 ปีแล้วเนี่ย แล้วถามเราว่าทำไมถึงทนได้นานขนาดนี้ เราจะตอบให้ละกันนะ
จริงๆ เราไม่ได้จีบมา 8 ปี เวลา 8 ปี เป็นเวลาที่เราเริ่มรู้จักเค้าจนมาถึงปัจจุบันต่างหาก แล้วไม่ใช่ว่าเราจะชอบเลย มันอาศัยเวลาที่ต้องดูให้แน่ใจ และคิดว่าชอบจริงๆ
เราเริ่มที่คิดจะทำไรจริงๆก็ตอนประมาณ ม.6 เทอมปลาย(ประมาณ 5 ปีที่แล้ว) จะเรียกว่าทำไรจริงๆที่เรียกว่าจีบมั้ย ก็คงไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เราทำมันก็แค่การเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง เพราะคิดว่าถ้าไม่เปิดเผยตอนนั้น คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว แต่การเปิดเผยครั้งนั้น เราโดนปฏิเสธและเราเพิ่งมารู้ตอนหลังว่า มันกลายเป็นสิ่งที่เป็นคะแนนติดลบมากพอสมควรกับตัวเรา
หลังจากนั้นพอเข้ามหาวิทยาลัย ก็ดันมาอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เพียงแต่ละคนละคณะเท่านั้น สิ่งที่เราคิดตอนนั้นก็คงเป็นเพียงว่า เอาวะ เป็นเพื่อนที่สนิทก็ยังดี แล้วจะทำยังไงล่ะ
เค้ามีเพื่อนผู้หญิงที่สนิทอยู่คนนึงแล้วเราก็เอาแต่ไปปรึกษาเพื่อนสนิทเค้า แล้วก็ให้เพื่อนสนิทเค้าช่วยเราหลายอย่าง ช่วยนัดเจอ ช่วยหาคำตอบให้เรา เรื่องนู้นที เรื่องนี้ที โดยที่จริงๆแล้วเราคุยกับเค้าน้อยมากๆ เรียกได้ว่าคุยเดือนละครั้งหรือนานกว่านั้น เนื่องด้วยเรากลัว กลัวการที่เราไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับเค้ามาก โทรหาเค้ามาก จะเป็นการทำให้เค้ารำคาญ เพราะว่าเค้าไม่ได้มีความรู้สึกตรงกับเรา
แล้วก็เป็นแบบนี้เหมือนเดิมไปเรื่อยๆ จนปี 2 เพื่อนสนิทของเค้าได้ไปอยู่มหาลัยอื่น เมื่อนั้น เราก็หมดที่พึ่ง(ว่ากันง่ายๆ) ทุกสิ่งทุกอย่างต่อจากนี้ ถ้าเราจะสานต่อ จะไม่มีใครช่วยเราอีกแล้ว แต่เราก็ยังเป็นเหมือนเดิม กลัวๆกล้าๆ ไม่กล้าทำนู่นให้ทำนี่ให้ ไปกล้าโทรไปคุยมาก ก็ถี่กว่าเดิมนิดหน่อย ประมาณเดือนละ 2 ครั้ง
เป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งฝึกงานปี 3 เป็นช่วงที่เราสนิทกับเค้ามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตอนนั้นเค้ามีปัญหากับเพื่อนสนิทเค้า(ที่ย้ายไปอยู่ที่อื่นน่ะ) เราอาจจะเป็นหนึ่งในไปไม่กี่คนที่เค้าจะพูดเรื่องนี้ได้ เลยทำให้สนิทกันมากขึ้น เราโทรหาบ่อยขึ้นมาก เรียกว่า อาทิตย์ละครั้งหรือ 2 ครั้ง แต่คำพูดนึงที่เค้ายังยืนยันกับเราก็คือ “ยังเป็นเพื่อนนะ”
เรียกว่าเราเริ่มจีบเค้าจริงๆ ก็ตอนปี 3 ตอนฝึกงานนี่ดีกว่า รวมเวลาถึงตอนนี้ ก็ 2 กว่าๆเอง นี่คงจบในสิ่งที่ทุกคนกำลังเข้าใจผิดอยู่ และคงมีหลายคนคงคิดในใจว่า สมควรแล้วที่ทุกวันนี้ยังเป็นได้แค่นี้(แม้แต่เราก็ยังคิดเลย) อ้อ ที่เราเล่ามาเนี่ย มันหยาบมากๆ เอาพอเป็นประเด็นให้เข้าใจตรงกันพอ
ตรงส่วนที่บอกว่าจะมาระบายอารมณ์ คงมีคนได้มาอ่านมันบ้างแล้ว แต่ถือว่ามันหมดอายุความไปแล้วละกันนะ
…TuM…As good as it gets 2月9日 ข้อคิดดีๆจากคำถามง่ายๆเนื่องจากได้รับ foward mail มา อ่านแล้วประทับใจ เลยเอามาแปะให้อ่าน
ถ้าคนเราได้ยินคำบางคำ ประโยคบางประโยค แล้วนำมาคิดต่อ แล้วได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์กับตัวเองได้อย่างนี้ก็ดีสินะ เป็นเรา ถ้าได้ยินคำตอบว่า ยางลบมีไว้ เพราะคนเราทำผิดพลาดกันได้ ก็คง รู้สึกว่า อืม เข้าใจคิด แล้วะคงไม่ได้คิดอะไรต่อ ประโยคที่ชอบที่สุด และรู้สึกว่า เออ คิดต่อได้ไงเนี่ย ก็คงเป็นประโยคที่ว่า "เราไม่ควรใช้ยางลบหมดก่อนดินสอ เพราะนั่นอาจหมายความว่า เรากำลังทำผิดซ้ำๆ จนความผิดนั้นอาจสายเกินแก้"
แต่จริงแล้ว ถ้าคิดต่อจากเค้าอีกที ความคิดคิดเค้าก็จริงนะ เราควรพยายามทำผิดพลาดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ เราพยายามคิดก่อนที่จะทำลงไป มีสติ ไม่ประมาท
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าสมมติว่า ถ้าเราพยายามจะเขียนคำๆนึง แล้วเขียนยังไงก็ผิด ต้องลบแล้วลบอีกหลายรอบ ถึงแม้เราจะเอายางลบมาลบออก แต่มันก็ยังทิ้งรอยที่เราเขียนไว้เสมอ ยิ่งลบตอนเกิดจากการเขียนซ้ำหลายครั้ง ก็ยิ่งเห็นรอยชัดขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนลบไม่ออกนั่นเอง
มันก็เหมือนกับเวลาเราทำใครโกรธหรือเสียใจ ถ้าเป็นครั้งเดียวหรือ 2 ครั้ง การให้อภัย อาจลบความผิดนั้นออกไปจากใจคนที่รู้สึกโกรธหรือเสียใจได้ อาจทำให้ความรู้สึกดีๆที่คนนั้นมีให้ยังเหมือนเดิม เหมือนเอายางลบมาลบคำที่เขียนผิดในครั้งแรกๆของการเขียน มันก็ยังลบได้สะอาดไม่มีรอย
แต่ถ้าทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การอภัยหรือยกโทษให้อาจทำให้ความผิดเหล่านั้นเหมือนหายไป แต่มันได้ทิ้งรอยไว้ในใจของคนนั้นแล้ว ทำให้ความรู้สึกดีๆที่มีให้อาจไม่เหมือนเดิม และรอยจะยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันนึงที่ไม่มีทางใดที่สามารถจะลบมันออกไปจากใจเค้าได้ เมื่อนั้น "เราจะเสียความรู้สึกดีๆ จากคนๆนึงที่มีให้เราไปอย่างเรียกมันกลับคืนมาไม่ได้" แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราทำผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ ต่อให้เรามียางลบที่ดีที่สุดอยู่ ก็ไม่สามารถลบมันออกได้ เพราะมันชัดเจนได้เองโดยไม่ต้องเขียนลงไปใหม่ หรือทำผิด
เพราะฉะนั้น จงตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ดูแลคนที่คุณรัก และคนที่รักคุณให้ดีๆ อย่าปล่อยให้มันเกิดคำว่า "สายเกินไป"
เพราะคำนี้จะเป็นคำที่คุณจะเสียน้ำตาให้กับมันมากที่สุด เชื่อหรือไม่ก็ลองคิดดู
ป.ล. เอาแค่นี้ละกัน เขียนอาจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เผอิญรีบ นี่เอาช่วงเวลาที่ควรจะทำงาน มานั่ง up blog ซะงั้น
12月22日 สิ่งมีค่าสิ่งมีค่า เนื่องจากไม่ได้เขียนบล็อกนาน สาเหตุที่หายไป เนื่องจาก ไม่มีเวลา + ไม่มีเรื่องเขียน ตอนนี้เผอิญมีพี่คนนึงเรียกร้อง ประกอบกับนึกเรื่องเขียนได้พอดี เรื่องที่พูดถึงวันนี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอก มันเป็นแค่ความจริงที่ทุกคนรู้อยู่ เพียงแต่ว่าแต่ละคนจะตระหนักแค่ไหนเท่านั้นเอง พูดถึงสิ่งมีค่า นึกง่ายๆ เอาเป็นสิ่งของเครื่องใช้ละกันนะ สิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้นจะมีค่าเมื่อไหร่? สำหรับเรา “เมื่อเป็นสิ่งของที่เราชอบ ถูกใจ ราคาแพง หรือไม่ก็มีคนสำคัญให้มา” สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดลักษณะพิเศษของสิ่งของเหล่านั้น นั่นคือ สิ่งของเหล่านั้นจะเป็นสิ่งมีค่าสำหรับเรา ซึ่งอาจแบ่งได้เป็นมีค่าทางราคา หรือ มีค่าทางจิตใจ เคยมั้ยที่ทำสิ่งของมีค่าเหล่านี้หายไป แล้วเมื่อทำหายไปแล้วมีความรู้สึกยังไง คำตอบมีมากมาย ตั้งแต่ 1 :“ช่างมันเหอะ หาซื้อใหม่ได้” 2 : “เอาน่ะ ของที่ไม่ใช่ของเรามันก็ไม่อยู่กับเรานาน” 3 : “แย่ละ นี่เป็นของที่....(เพื่อน,คนรัก,พ่อแม่, ฯลฯ) ให้มา” วันนี้จะพูดถึงกรณีที่ 3 เพราะถือว่าเป็นความรู้สึกที่เรียกว่าทำของมีค่าทางจิตใจหายไป ยกตัวอย่างกรณีที่เจอมากับตัวละกัน เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมได้ทำสิ่งของที่ผมถือว่ามีค่าสำหรับผมชิ้นนึงหาย นั่นคือ ดินสอกดที่เพื่อนสนิทคนนึงให้ในวันรับปริญญา ผมรู้สึกแย่มากที่ทำมันหาย พยายามหาในทุกๆที่ แต่ก็ไม่เจอ จนสุดท้ายก็คิดว่า คงหล่นในรถเมล์ แล้วก็เริ่มทำใจ เนื่องจากคงไม่มีทางเจอละ แต่หลังจากนั้นก็ทำให้ผมเริ่มคิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง ก่อนที่ดินสอแท่งนั้นจะหายจริงๆ ผมเคยทำมันหายไปแล้วหลายทีแต่ก็เจอทุกครั้ง สาเหตุการหายก็เพราะผมลืมทิ้งไว้ โดยที่ทุกครั้งที่หาเจอ ผมก็บอกกับตัวเองเสมอว่า จะไม่ลืมทิ้งไว้ที่ไหนละ จะดูแลอย่างดี แต่ผมก็ลืมมันอย่างนี้อีกหลายครั้ง จนสุดท้ายมันหายไปจริงๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าจริงๆแล้วที่มันหายน่ะ มันเกิดจาก เราไม่ใส่ใจ ไม่ได้ดูแล สิ่งที่เราเรียกว่าสิ่งมีค่านั้นอย่างจริงๆ เพราะทุกครั้งที่มันหายเราก็จะรู้สึกว่าขอให้หาให้เจอเถอะ ถ้าเจอนะจะไม่ให้หายอีก แต่พอหาเจอแล้วเวลาผ่านไป ความสำคัญของสิ่งนั้น เรากลับที่จะหลงลืมมันไป พอมันหายขึ้นมาจริงๆ ก็จะต้องมานั่งพร่ำพรรณนาว่า เฮ้อ ไม่น่าเลย น่าจะเก็บมัน รักษามันให้ดีกว่านี้ ที่เล่ามาทั้งหมดมาเนี่ย ยืดเยื้อไปแหละ แต่อยากเล่า ประเด็นคือ “คนเรามักจะเห็นค่าของสิ่งๆหนึ่งก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นไม่ได้อยู่กับเราแล้ว” จริงหรือไม่ มันคงขึ้นกับแต่ละคนว่าคิดยังไง ที่ยกตัวอย่างเป็นสิ่งมีค่าอย่างนึงเท่านั้น เป็นสิ่งของที่คนหลายคนพยายามรักษามันด้วยเพราะว่ามันมีค่าสำหรับเรา ถ้าเป็นเพื่อน คนรัก คนที่รู้สึกดีกับเรา หรือ พ่อแม่ล่ะ บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมีค่าหรือคนที่มีความหมายในชีวิตเราทั้งนั้น แต่สิ่งที่มีค่าที่พูดถึง ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล แต่เป็นความรู้สึกที่คนเหล่านั้น ซึ่งต่างกันกับสิ่งของมาก เพราะความรู้สึก ถ้ามันหายไปแล้ว มันไม่สามารถหาซื้อได้ ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ เหมือนของที่หาย ลองคิดดูว่า ในชีวิตเรา ถ้าไม่นับพ่อแม่หรือคนในครอบครัว จะมีซักกี่คนที่มีความรู้สึกที่ดีกับเรา สิ่งมีค่าเหล่านี้ แล้วคุณ สามารถดูแลรักษามันไว้ได้ดีแค่ไหน เคยมั้ย ที่ทำให้เค้าโกรธหรือเสียใจ เคยมั้ย ที่หลงลืมเค้า เคยมั้ย ที่อยากบอกความรู้สึกดีๆกับเค้า แต่ไม่กล้าบอก เพราะอายหรือ กลัวนู่นกลัวนี่ ….... ถ้ารับรู้ว่าตัวเองทำกับคนเหล่านั้นแบบนี้ เคยมั้ย ที่จะคิดปรับปรุงตัวเอง ไม่ทำให้เค้าโกรธหรือเสียใจอีก เคยมั้ย ที่จะเห็นความสำคัญ หันมาเอาใจใส่เค้า เคยมั้ย ที่จะกล้าพูดความรู้สึกดีๆ คำพูดดีๆ อย่างไม่อาย ....... สำหรับคนที่รู้ตัว แต่ไม่แก้ไขปรับปรุง บอกตรงๆ “ถ้าคนคนนั้นไม่ได้อยู่กับเราแล้ว อย่ามานั่งร้องไห้ เสียใจ และพร่ำบ่นว่า ไม่น่าเลย รู้งี้น่าจะ.... ” เพราะคุณไม่ได้พยายามรักษาเค้าไว้เลย นี่ก็คือผลจากการกระทำของคุณ แต่สำหรับคนที่รู้ตัว แล้วพยายามแก้ไขให้ดีขึ้น แต่ในที่สุดแล้วเค้าจากไปหรือความรู้สึกเค้าเปลี่ยนไป คงบอกอะไรไม่ได้มากนอกจาก อย่างน้อยคุณได้ทำหน้าที่ หรือได้พยายามรักษาของมีค่าของคุณไว้อย่างดีที่สุดแล้ว ถึงจะเสียใจแต่ก็คงเสียใจไม่เท่ากับไม่ได้พยายาม(ในความรู้สึกผมนะ) จงทำวันทุกวันให้เป็นวันที่ดีที่สุด มีความหมายที่สุด พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจ รู้สึกดีอะไรกับใคร บอกไปเถอะ อย่ารอ อย่าอาย เพราะความไม่แน่นอนมันอยู่บนโลก วันนี้เค้าอยู่ พรุ่งนี้เค้าอาจไม่อยู่แล้วก็เป็นได้ สำหรับคนที่คิดว่า ความรู้สึกบางอย่างไม่จำเป็นต้องพูดกัน เพราะยังไม่ถึงเวลา หรือเพราะบางทีอาจทำให้คนที่เราพูดด้วย เข้าใจผิด คิดไปเอง หรือคิดว่าไม่จำเป็นต้องพูดก็น่าจะรู้สึกได้ คิดว่าจริงเหรอ?? กับบางคนหรือกับบางกรณีมันใช้ไม่ได้หรอกนะ แต่ที่เชื่อและมั่นใจอย่างนึงก็คือ
“ไม่มีใครหรอกที่จะไม่อยากได้รับความรู้สึกดีๆ คำพูดดีๆ จากคนที่เรารัก หรือรู้สึกดีด้วย”
ความรู้สึกบางอย่างอาจจะรับรู้ได้ก็จริง แต่ไม่มีทางแน่ใจหรอก ว่าสิ่งที่เรารับรู้มา เป็นสิ่งที่คิดไปเอง หรือว่าเป็นอย่างนั้นจริง จนกว่าจะได้ฟังจากปาก และสิ่งเหล่านี้แหละจะทำให้เค้ารู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย เอาเป็นว่า ผมเอง ก็ยังเป็นคนนึงที่ไม่สามารถที่จะทำอย่างที่ผมเขียนได้ทั้งหมดหรอก แต่อย่างน้อยผมได้เริ่มทำแล้ว และผมรู้แล้วว่าควรจะทำอะไร กับใคร แค่ไหน แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว ปิดท้ายเรื่องนี้ด้วย Forward mail ละกัน มี Forward mail ฉบับนึง อ่านแล้วโดนใจมากๆ เลย save เก็บไว้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่เขียนวันนี้ เลยเอามาโพสไว้ให้อ่าน เผื่อจะสะกิดใจใครบ้าง Around the corner I have a friend, ฉันมีเพื่อนที่อยู่ไม่ไกล
In this great city that has no end, ในเมืองใหญ่ที่ไม่มีวันหลับไหล
Yet the days go by and weeks rush on, และเวลาก็ยังคงผ่านไป
And before I know it, a year is gone. ฉันไม่เคยรู้ว่านานแค่ไหน
And I never see my old friends face, แต่ฉันไม่เคยเจอเพื่อนเก่าคนนั้น
For life is a swift and terrible race, เพราะชีวิตที่มีแต่การเปลี่ยนแปลงและแข่งขัน
he knows I like him just as well, รู้แต่ว่าเขาคงสบายดีเช่นกัน
As in the days when I rang his bell. จนวันหนึ่งอยากลองไปหาดูสักที
And he rang mine but we were younger then, เพื่อนที่เราเคยมีความรู้สึกดี ๆ
And now we are busy, tired men. แต่ตอนนี้เรายุ่งและเหนื่อยล้า
Tired of playing a foolish game, ต้องฟันผ่ากับเกมอันหลากหลาย
Tired of trying to make a name. เหนื่อยหน่ายกับการสร้างชื่ อ
"Tomorrow" I say! "I will call on Jim พรุ่งนี้แล้วกันนะฉันจะโทรหา
Just to show that I'm thinking of him." ปลอบตัวเองว่าเรายังมีเพื่อนให้คิดถึงอยู่
But tomorrow comes and tomorrow goes, แต่พรุ่งนี้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
And distance between us grows and grows. ระยะทางระหว่างเรายิ่งไกล
Around the corner, yet miles away, เพื่อนที่อยู่ใกล้กลับเหมือนอยู่ห่างร้อยไมล์
"Here's a telegram sir," "Jim died today." จนได้ข่าวว่าเพื่อนจากเราไป
And that's what we get and deserve in the end. นี่คือสิ่งที่เราสมควรได้หรืออย่างไร
Around the corner, a vanished friend. ที่ตรงนั้นไม่ไกล แต่ว่าเพื่อนฉันไม่อยู่อีกต่อไป
Remember to always say what you mean. จงพูดอย่างที่ใจคิด
If you love someone, tell them. ถ้าคุณรักใครสักคนก็บอกเขาไป
Don't be afraid to express yourself. อย่ากลัวที่จะเผยความรู้สึก
Reach out and tell someone what they mean to you. เปิดใจและบอกคนที่มีความหมายกับคุณ
Because when you decide that it is the right time it might be too late. เพราะหากคุณรอจนถึงเวลาที่เหมาะสม วันนั้นอาจจะช้าไป
ป.ล. ครั้งนี้เขียนอาจจะวกวนไปหน่อย เอาไว้วันหลังจะปรับปรุงนะ ความจริงอยากเขียนอธิบายหลายอย่างมากกว่านี้ แต่เหนื่อยแล้วอ่ะ เลยพยายามย่อลงมาเหลือเท่านี้ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคนที่มาอ่านนะครับ ...TuM...As good as it gets. 10月28日 ...As good as it gets....การที่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขกับคนอื่นที่ไม่ใช่เรา จะมีความสุขจริงๆหรอ????? คำถามนี้ ไม่รวมถึงความรักที่มีให้พ่อแม่นะ ( เหมือนเขียนขอบเขต Proposal Thesis ยังไง บอกไม่ถูก )เรากำลังพูดถึงความรักแบบเพื่อน หรือแบบคนรัก จะโดนมากสำหรับคนที่รักใครข้างเดียว ก่อนอื่น มีใครเคยบ้างที่เคยถูกถามว่า “ความรู้สึกที่มีให้กับเค้าคนนั้นน่ะ แน่ใจหรอ ว่านั่นคือความรัก” ครั้งแรกที่เราตอบคำถามนี้ เราตอบโดยไม่ได้คิดเลย เราตอบง่ายๆ ว่า “อือ ใช่” เพราะว่า เรารู้สึกดีกับเค้ามากๆ อธิบายไม่ถูก ไม่รู้จะตอบยังไง แค่รู้สึกอยากดูแล อยากคุยกับเค้า อยากใกล้ชิดกับเค้า ได้อยู่ข้างๆเวลาเค้ามีปัญหา แล้วก็จะมีคำถามตามมาที่ว่า “ถ้าสุดท้ายไม่ได้เป็นแฟนกันล่ะ เค้าไปชอบคนอื่นที่ไม่ใช่เราล่ะ จะเป็นยังไง” เราก็ตอบได้แค่ว่า “คงเสียใจมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เสียใจ “ ในใจเราคิดว่า ความรักของเราน่ะ มันไม่ได้ perfect อย่างนิยามของความรักหรอกนะ ที่จะเห็นคนที่เรารักมีความสุข แต่กับคนอื่นที่ไม่ใช่เรา แล้วก็ไม่เข้าใจด้วยว่าคนที่บอกเราว่า แค่เห็นคนที่เรารักมีความสุขก็พอแล้ว แม้ไม่ใช่กับเรา เราไม่เข้าใจจริงๆ เราคิดอย่างนี้มาตลอด จนกระทั่งเราได้คุยกับคนที่เราบอกกับเค้าอย่างเต็มปาก ว่า “เรารักเค้า” เรื่อง “ถังขยะ” เป็นเรื่องนึงที่เราเคยน้อยใจเค้าคนนั้น เพราะเราคิดว่า เรามักจะได้ใกล้ชิดเค้ามาก โดยเฉพาะช่วงที่เค้ามีปัญหา พอปัญหาหมดไป เราก็รู้สึกว่า เราหมดความสำคัญลงไป เพราะช่วงที่เค้าปรึกษาเราหรือระบายปัญหาต่างๆให้เราฟัง เรารู้สึกว่า เราเป็นคนที่สำคัญมาก แล้วเราก็มีความหวังมากขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นก็คงถูกหยุดด้วยคำพูดของเค้าเสมอ ว่า เค้ายังคิดแค่เพื่อน ยังเป็นเพื่อนเราเสมอ ทำให้เราไม่ได้หวังไกลขนาดนั้น แต่ความต้องการของเราไม่ได้หยุดแค่นั้น เราอยากให้เค้าให้โอกาสเรา ให้เราได้ใกล้ชิดเค้า ตลอด ไม่ใช่แค่ช่วงที่เค้ามีปัญหา มันเป็นความคิดส่วนลึกของเรามาตลอด แล้วเราว่านี่แหละ ต้นเหตุแห่งความน้อยใจของเรา แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกน้อยใจไปอีกก็คือ จากที่เค้ามีปัญหาหรือไม่สบาย เรารู้สึกว่า เค้าให้ความสำคัญกับอีกคนนึง ความห่วงใย หรือโอกาสต่างๆมากว่าที่เรา ความรู้สึกเรา อาจจะเหมือนเด็กอยากได้ของน่ะ เราแค่รู้สึกว่าอยากได้สิ่งนั้นบ้าง ความรู้สึกแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ความน้อยใจเรามากขึ้นไปอีก แต่เราก็ไม่สามารถที่บอกเค้าได้อยากชัดเจนว่า เรารู้สึกยังไง ได้แต่เก็บไว้ แล้วก็เดา เหตุผลต่างๆนานา ว่าทำไมเค้าถึงทำแบบนั้น ทำไมถึงให้เราได้แค่นี้ พอถึงวันนึงเราจึงได้คำตอบ ถึงแม้คำตอบนั้นจะทำให้เราเสียใจมากก็ตาม แต่ก่อนที่เราได้รับคำตอบนั้น เราได้อยู่คนเดียว ทบทวนเรื่องทั้งหมด แล้วได้คำตอบกับตัวเอง ออกมาอย่างนึง ซึ่งเป็นคำตอบที่เมื่อก่อนเราเข้าใจมาตลอดว่าเราคงทำไม่ได้ คำตอบนั้น ก็คือ เรายอมทุกอย่างแล้ว เราอยากเป็นแค่ถังขยะ ที่คอยรับปัญหาต่างๆ เวลาเค้าต้องการ แค่นั้นก็ได้ ไม่ต้องให้ความสำคัญเราตลอดอย่างที่เราต้องการก็ได้ เพราะตอนนี้เรารู้สึกแล้วว่า เวลาเค้ามีความสุข เรามีความสุขแค่ไหน เพราะเวลาได้เจอเค้าตอนเค้ามีปัญหา เรามักจะมีความสุขอย่างมาก มากจริงๆ แต่เค้าไม่ได้มีความสุขอย่างที่เรามี เรารู้สึกว่า เราช่วยเค้าไม่ค่อยได้เลย เราได้แต่รับฟัง เพราะเราอยู่ในสถานการณ์ที่ทำได้ เราทำได้แค่นั้น จริงๆ มันกลายเป็นความสุขของเราในช่วงที่เค้าทุกข์ ตอนนี้เรารู้แล้วว่า เราต้องการอะไร เราต้องการแค่ให้เค้ามีความสุข ถ้าเค้าทะเลาะหรือมีปัญหากับคนที่เค้าแคร์มากคนนั้น เราอยากให้เค้าดีกัน เพราะสิ่งที่เราจะได้รับกลับมามันคือ น้ำเสียงของเค้าที่มีความสุขสดใส ถ้าเราเจอเค้า เราจะได้เจอรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะที่ออกมาอย่างมีความสุขจริงๆ เราจะมีความสุขมากๆ อย่างบอกไม่ถูกว่ามันเกิดจากอะไร เราไม่รู้หรอกนะ ว่าเราทำให้เค้ามีความสุขได้อย่างนั้นรึเปล่า แต่ถ้าเป็นไปได้เราอยากเห็นอย่างนั้นโดยเกิดจากเรามากกว่า แต่เมื่อมันไม่ได้ เราก็คงต้องยอมให้คนนั้นทำแทนเรา แต่ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เสียใจหรือไม่น้อยใจนะ เพียงแต่ว่า ความสุขของเค้าที่ทำให้เราได้เห็น ได้รู้สึก มันหักลบกับความน้อยใจแล้วก็ยังเหลือความสุข เหลือมากพอที่จะทำให้เรามีความสุขได้ ความสุขที่คนเรามีเกิดได้จากหลายทาง เกิดจากมีความสุขอย่างเดียว หรือเกิดจากมีทั้งความสุขและความทุกข์ แต่ความสุขมีมากกว่า หรือเกิดจากแบบอื่นอีกมากมาย ซึ่งไม่มีใครรู้ ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ถึงตอนนี้เราก็ยังตอบไม่ได้เต็มปากว่าสิ่งที่เรารู้สึกกับเค้าอยู่เรียกว่ารักรึเปล่า เราอาจจะบอกว่าใช่ แต่คนอื่นอาจจะบอกว่าไม่ใช่ เพราะนิยามรัก ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่เรามั่นใจที่สุดตอนนี้ คือ เรารู้สึกดีกับเค้ามากๆ เราอยากดูแลเค้า เคียงข้างเค้าเสมอ แต่ก็อีกล่ะ เราทำเท่าที่เราทำได้ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้จากเราเพียงคนเดียวมันเป็นเรื่องของคน 2 คน สุดท้าย คำตอบ ก็คือ เราจะทำในสิ่งที่เรารู้สึก เราจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ โดยที่เค้าลำบากใจน้อยที่สุด เราคงทำได้เพียงแค่นั้นจริงๆ...สู้ๆ สู้ตาย แหะๆ ...As good as it gets..... ป.ล. เฮ้อ บ่นมาซะยาว แต่หวังว่าคนที่เราอ่านเรื่องนี้ คงเข้าใจนะ(แปลว่าเราเขียนรู้เรื่อง 555) 10月16日 ถังขยะเผอิญไหนๆพูดถึงของใช้ไปแล้ว 1 อย่าง เอาไปอีกหนึ่งอย่างละกัน ถังขยะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า เหมือนเดิมนะ คำถามแรก : “คิดว่าคนที่เป็นที่ปรึกษาปัญหาของใครต่อใครเปรียบเหมือนอะไร” คงไม่ต้องรอคำตอบจากใคร ในความคิดเรา(เนื่องจากมีประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาคนอื่นมาบ้าง) บางที คนที่เป็นที่ปรึกษาก็เหมือน ถังขยะ ว่ามะ? เพราะคนที่เป็นที่ปรึกษา รับฟังแต่ปัญหาของคนอื่น รับฟังและพยายามเข้าใจ พร้อมกับช่วยแก้ปัญหาบ้างในบางครั้ง แต่ละเรื่องล้วนเครียดๆทั้งนั้น เหมือนถ้าคนเรามีขยะอยู่ในมือ ก็ไม่อยากถือไว้นานอ่ะ ซึ่งสิ่งที่ต้องการที่สุด ก็คือ ถังขยะ ซึ่งต้องเป็นถังที่ไม่แตกไม่รั่ว
ยามที่มีขยะให้ทิ้งบ่อยๆไม่แปลกหรอกที่จะดูแลถังขยะนั้นเป็นพิเศษ ดูแลถังขยะอย่างดี รู้จักทำความสะอาดมัน ถ้ามันมีชีวิตก็คงคิดว่าตัวมัน เป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ มีค่า เพราะอย่างน้อยก็ช่วยรับในสิ่งที่คนอื่นเค้าไม่ต้องการ ช่วยให้คนอื่นสบายใจ คนที่รับหน้าที่นี้ก็เช่นกัน จะรู้สึกภูมิใจ และรู้สึกว่าตัวเองมีค่าอยู่เสมอ เมื่อมีคนเอาปัญหาต่างๆ มาปรึกษาเรา ทำไมน่ะหรอ ก็เพราะว่า เรารู้สึกว่าคนที่กล้าเอาปัญหาต่างๆมาเล่าให้เราฟัง ปรึกษาเรา โดยเฉพาะเรื่องที่ค่อนข้างเป็นความลับ แสดงว่าคนๆนั้นก็คงไว้ใจ เชื่อใจเราในระดับนึง แต่ถ้ามองในอีกมุมนึง
เมื่อถึงวันที่ไม่มีปัญหาแล้วล่ะ หรือกรณีที่ไม่มีขยะจะต้องทิ้งแล้วล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นกับถังขยะใบนั้น กับคนๆนั้น ถ้าเป็นบางคน ก็ยังคงดูแลถังขยะนั้นอยู่ ยังเข้ามาทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ทิ้งไปไหน แต่สำหรับบางคนก็หายไปเลย ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรามีความสำคัญเฉพาะตอนเค้ามีปัญหาหรอ?? บางทีก็ทำให้เสียความรู้สึกดีๆไปได้ ที่พยายามสร้างเรื่องมาทั้งหมดนี้อ่ะ อาจจะหลงประเด็นว่าเราจะสื่ออะไร เราเพียงต้องการจะบอกแค่ว่า "ยามที่คุณมีทุกข์หรือปัญหา อาจจะมีเพื่อนคนนึงที่คอยรับฟัง คอยเข้าใจและพยายามช่วยเหลืออยู่เสมอ เมื่อคุณผ่านปัญหานั้นมาได้ คุณหลงลืมเค้าไปรึป่าว" การที่เข้าไปปรึกษาอะไรกับเค้า มันเปรียบการเพิ่มความสนิท ความผูกพันให้กับคนนั้น การที่พอหมดเรื่องแล้วหายไป ไม่ได้มาคุยเหมือนเดิม คนนั้นก็คงรู้สึกเหงา โดยเฉพาะคนที่ไม่มีแฟน( ความคิดส่วนตัวสุดๆ) คงรู้สึกเหงาสุดๆ แต่เรื่องนี้ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอกนะ มันสำคัญอยู่ที่ คุณได้ทำดีหรือให้ความสำคัญให้กับคนที่เค้าอยู่ข้างคุณเวลามีปัญหาหรือทุกข์ใจรึป่าว ถ้าลืม คงไม่ต้องบอกว่าควรทำยังไง บางครั้งคนเราก็ชอบลืมและมองข้ามเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆหรือวิธีง่ายที่จะสามารถเข้าใจคนอื่นไป ทั้งที่จริงแล้ว แค่การ"เอาใจเขามาใส่ใจเรา"ก็จะทำให้รู้แล้วว่า สิ่งที่เราควรทำ คืออะไร
"สิ่งที่เค้าเป็นหรือที่เค้าเผชิญอยู่ ถ้าเป็นเรา เราจะทำยังไง เราอยากให้มันเกิดกับตัวเรารึป่าว ถ้าไม่อยาก เราอยากได้แบบไหน" นั่นแหละคือ คำตอบ...
10月8日 ความสามารถวันนี้จะเป็นการเริ่มเขียน blog ใหม่อีกครั้ง เนื่องจากเก็บเรื่องหลายๆเรื่องไว้จนอัดแน่นไปหมด การได้เขียนอะไรออกมาบ้างคงทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง
เอาเรื่องแรกก่อนละกันวันนี้ เป็นเรื่องที่อยากเก็บไว้ ความสามารถ มีใครเคยคิดมั้ยว่า ความสามารถในการทำอะไรของคนเรามันเปรียบได้กับอะไร ลองๆนึกไป เนื่องจากมีอยู่วันนึงได้คุยกับเพื่อนคนนึง ซึ่งบ่นว่า ทำไมเค้าถึงทำอะไรแล้วออกมาไม่ดีซักอย่าง เราก็เลยถามกลับไปว่า ทำเกินความสามารถ หรือทำหลายๆอย่างในเวลาเดียวรึป่าว เค้าก็บอกว่าใช่ แล้วก็บอกว่า เค้าพยายามทำให้ดีที่สุดแล้วนะ แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่ดี เราก็เลยนึกอะไรขึ้นมาเปรียบเทียบในใจ ซึ่งไม่รู้ว่าคิดได้เอง หรือเคยไปอ่านเจอ ปรากฏว่ามันก็เป็นการเปรียบเทียบที่ใช้ได้ ก็เลยบอกเพื่อนไปว่า
"ความสามารถของคนเราอาจเปรียบเหมือนแก้วน้ำหนึ่งใบที่มีน้ำในแก้ว ซึ่งน้ำในแก้วหมายถึงความสามารถในการทำอะไรก็ตามทั้งหมดที่เรามีอยู่ "
ซึ่งเรื่องบางเรื่อง ปัญหาบางปัญหา ต้องการใช้น้ำหรือความสามารถที่ต่างกัน ถ้าต้องการใช้ต่างเวลากัน ก็คงเติมน้ำได้ทันและสามารถแก้ปัญหานั้นได้ ถ้ามันมีปัญหาหลายเรื่องเข้ามาพร้อมกัน แต่ปัญหาเหล่านั้น ใช้น้ำเพียงอย่างละนิด เราก็คงสามารถแบ่งน้ำไปใช้ ได้อย่างสบายๆ เพราะน้ำมีมากเพียงพอที่จะเข้าไปใช้ในแต่ละปัญหา แต่ถ้าปัญหาเหล่านั้น ต้องการใช้น้ำในปริมาณมากทั้งหมด ถ้าเราเลือกที่จะแก้ทุกเรื่องไปหร้อมๆกัน แปลว่าเราต้องแบ่งน้ำไปใช้ให้แต่ละปัญหาปริมาณนึง ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอในการแก้ปัญหานั้นๆ
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าปัญหานั้น คือการดับไฟล่ะ การที่เราแบ่งน้ำมาดับไฟในปริมาณนึง เนื่องจากเราต้องใช้น้ำไปทำอย่างอื่นอีก ปริมาณน้ำที่เราเอามาดับไฟ อาจจะช่วยดับไฟไม่ได้เลยก็ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นตัวบอกว่า ความสามารถของคนเรามีจำกัดในช่วงเวลาหนึ่งๆ เราไม่สามารถจะแก้ปัญหาทุกปัญหาได้ดีทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ดังนั้นเลือกที่จะแก้ไปทีละอย่างดีกว่า ค่อยๆทำไป "ช้าแต่ชัวร์" อย่างน้อยก็ได้ทุ่มความสามารถไปอย่างเต็มที่แล้ว ดีกว่าแก้ทุกอย่างไปพร้อมกัน สุดท้ายไม่ดีซักอย่างแล้วมานั่งผิดหวัง คิดว่า เราทำเต็มที่แล้วแต่ทำไมออกมาไม่ดี ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่ดี เพียงแต่เราไม่สามารถใช้ความสามารถที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ต่างหาก
พล่ามมานานละ สำหรับการเริ่มต้นเขียน blog ไว้ค่อยมาเขียนเรื่องอื่นต่อละกัน 8月14日 เริ่มต้น my spaceวันนี้เริ่มเขียนวันแรก เพราะเริ่มเหนื่อยจากการหาข้อมูลทำ thesis และจากปัญหาต่างๆที่มีมากมาย เผอิญอูฐมาบอกว่ามันทำยังไง เลยได้เริ่มจัดการ my space ว่าแต่ อู้งานมาเยอะละ ไปทำงานก่อนดีกว่า ว่างๆค่อยมาระบายใส่ในนี้ก็ได้ เพราะคนที่เห็นคงมีเฉพาะบางคนเท่านั้น |
||||
|
|